วัดนครเนื่องเขต

วัดนครเนื่องเขต  เดิมชื่อว่า วัดต้นตาล สร้างขึ้นเมื่อ พ.ศ.2430 โดยนายจันทร นางทรัพย์ และนายแจ่ม พรหมสุวรรณ ต่อมาในสมัยรัชกาลที่ 5 ทรงพระราชดำริให้มีการขุดคลองแสนแสบ

จากกรุงเทพมหานคร มาถึงจังหวัดฉะเชิงเทรา ระยะทางที่ขุดคลองมานั้นมาสิ้นสุดที่บริเวณของวัดต้นตาลพอดี ซึ่งคลองในช่วงดังกล่าวทรงมีพระมหากรุณาธิคุณพระราชทานนามว่า อ่านต่อ

วัดพระใหญ่

วัดพระใหญ่ เป็นสถานที่ประดิษฐานพระพุทธรูปขนาดใหญ่ที่สุดของจังหวัดชลบุรี นามว่า “พระพุทธสุโขทัยวลัยชลธาร” ที่ประชาชนนิยมเรียกว่า “หลวงพ่อใหญ่” สร้างเมื่อปี พ.ศ. 2520 หน้าตักกว้าง 5 วา 9 นิ้ว สูง 9 วา 9 นิ้ว ภายในวัดยังมีพระพุทธรูปยืน และพระพุทธรูปประจำวันประดิษฐานอยู่โดยรอบ นอกจากนี้ก่อนถึงวัดพระใหญ่ยังมีสถานที่น่าสนใจคือวังสามเซียน ซึ่งถึงก่อนวัดพระใหญ่อีกแห่งหนึ่ง

เป็นสถานที่ที่คนชอบไปไหว้พระรู้จักดี เพราะว่ามีพระพุทธรูปองค์ใหญ่ตั้งอยู่ที่นั่นให้ได้บูชาสักการะ และเนื่องจากเป็นพระพุทธรูปมีขนาดใหญ่ที่ตั้งอยู่บนเขาพัทยานี้เอง จึงทำให้มองเห็นได้แต่ไกลเลย ทุก ๆ วันมีคนไปสักไหว้พระมากมาย อ่านต่อ

สะพานชลมารควิถี 84 พรรษา

สะพานชลมารควิถี 84 พรรษา สะพานเลียบชายทะเลจังหวัดชลบุรี กำลังกลายเป็นแลนมาร์คแห่งใหม่ในการพักผ่อนของนักท่องเที่ยว

เมื่อวันที่ 2 ธันวาคม 2554 นายอำเภอพานทอง ไปร่วมพิธีเปิดงานชลบุรีรวมใจภักดิ์ เฉลิมพระเกียรติ 84 พรรษา ณ สะพานเลียบชายทะเล ซึ่งตั้งชื่อใหม่ว่า สะพานชลมารควิถี 84 พรรษา

สะพานที่  อ่านต่อ

ศาลหลักเมือง

ศาลหลักเมือง ในรัชสมัยรัชกาลที่ 3 ระหว่าง พ.ศ. 2376-2390 ไทยกับยวนเกิดข้อพิพาทแย่งชิงอำนาจการปกครองในเขมรจนลุกลามเป็นสงคราม ” อานามสยามยุทธ ” เมืองฉะเชิงเทราจึงเป็นเมืองหน้าด่านสำคัญในการปกป้องราชธานีจากการรุกรานของญวน พระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัว ทรงพระกรุณาดปรดเกล้าฯ ให้กรมหลวงรักษ์รณเรศเป็นแม่กองย้ายที่ว่าการฉะเชิงเทราจากปากแม่น้ำเจ้าโล้มาที่บ้านท่าไข่ อ่านต่อ

สถานีเพาะเลี้ยงสัตว์ป่ากระบกคู่

สถานีเพาะเลี้ยงสัตว์ป่ากระบกคู่ เป็นสถานที่วิจัยเพาะเลี้ยงและขยายพันธุ์สัตว์ป่าที่หาได้อยากใกล้จะสูญพันธุ์ ในสถานีจะมี ลิง ชะนี ค่าง หมี นกยูง ฯลฯ ปี พ.ศ. 2535 กรมป่าไม้มีนโยบายที่จะจัดตั้งสถานีเพาะเลี้ยงสัตว์ป่าขึ้น

เพื่อรองรับและเพาะเลี้ยงสัตว์ป่าประเภทลิงและชะนี อ่านต่อ

วัดผาลาด (สกทาคามี)

วัดผาลาด อยู่ในเขตของอุทยานแห่งชาติดอยสุเทพ ปุย โดยมีพื้นที่ที่กันออกจากอุทยานแห่งชาติตามพระราชกฤษฎีกา ปี พ.ศ. ๒๕๒๕ การที่ได้ชื่อว่า “ผาลาด” นั้น สันนิษฐานว่าคงมาจากลานหินที่กว้างและลาดลงเป็นทางยาว มีธารน้ำที่ไหลลงน้ำตกที่สวยงาม

ในเอกสารของ วัดผาลาด ในการเชิญร่วมทำบุญบูรณะวัดผาลาดได้อ้างตำนานพระเจ้าเลียบโลกไว้ว่า ตอนที่พระพุทธเจ้าเสด็จมาโปรดสัตว์ยังดินแดนแห่งนี้ ได้มาเทศนาโปรดชาวลัวะใต้ต้นบุนนาค จากนั้นทรงเสด็จไปทางทิศตะวันออก ทอดพระเนตรเห็นลานหินในลำธาร ทรงประทับนั่ง ทอดพระเนตรและรำพึงว่าเมืองนี้จะเป็นมหานครใหญ่ ศาสนาของพระตถาคตจะมารุ่งเรืองมั่นคงที่เมืองนี้ จากนั้นก็ประทับรอยพระบาทลงบนหินก้อนหนึ่งให้เทวดาไปเก็บรักษาไว้ในถ้ำ และรอยพระบาทนี้จะปรากฏออกมาเมื่อถึงกาละเวลาอันควร นอกจากนี้วัดผาลาดยังมีประวัติศาสตร์ร่วมกับพระธาตุดอยสุเทพอีกด้วย

ในตำนานพระธาตุพระมหาธาตุเจ้าสุเทพ เชียงใหม่ กล่าวไว้ว่า เมื่อพระสุมนเถระรับอาราธนานิมนต์จากพระญากือนา ได้ตั้งศาสนาไวัที่วัดพระยืน นครหริภุญไชยแล้ว ก็มาอยู่ที่วัดสวนดอก โดยพระญากือนาได้สร้างถวายไว้ยังบริเวณสวนดอกไม้พะยอมของพระองค์ พระสุมนเถระได้นำพระบรมสารีริกธาตุจากสุโขทัยมายังเชียงใหม่ และเมื่อครั้งนั้นพระบรมสารีริกธาตุแสดงปาฏิหาริย์แตกออกมาเป็นองค์ย่อยๆ หลายองค์ ส่วนหนึ่งได้ประจุไว้ในพระธาตุวัดสวนดอก

อีกส่วนหนึ่งในตำนานมูลศาสนากล่าวว่าได้ไปประดิษฐานไว้ที่เมืองตาก โดยให้เมืองตากเป็นเมืองกลางที่คนล้านนาและสุโขทัยต่างเดินทางไปนมัสการพระธาตุได้โดยเสรี หลังจากที่เมืองตากขึ้นกับล้านนาในสมัยพระญาฅำฟูเป็นต้นมา อีกส่วนหนึ่งพระญากือนาก็ตั้งจิตอธิษฐานหาสถานที่อันจะตั้งประดิษฐานพระบรมสารีริกธาตุ

โดยให้ช้างเผือกนำพระบรมสารีริกธาตุเสี่ยงทายสถานที่อันจะตั้งพระบรมสารีริกธาตุ ช้างเผือกเดินทางมายังทิศตะวันตก แล้วไปหยุดอยู่ยังสถานที่หนึ่ง จึงบอกให้ช้างนอน ช่างก็ไม่นอน แล้วเดินทางต่อไป สถานที่แห่งนั้นเรียกว่า ดอยช้างนูน ต่อมาเรียกว่าดอยหมากหนุน (บริเวณนี้ปัจจุบันอยู่ในพื้นที่ของเอกชน)

จากนั้นช้างก็เดินทางต่อไปยังยอดดอยที่หนึ่ง มีสัณฐานราบเสมอกัน ก็กราบนบพระธาตุ ๓ ที ว่าจะของตั้งพระบรมสารีริกธาตุไว้ที่แห่งนี้ ช้างก็หยุดอยู่ที่นั้น ผู้คนจึงเรียกที่แห่งนั้นว่า “๓ ยอบ” ต่อมาเรียกใหม่เป็น “๓ ยอด”แล้วช้างเดินทางต่อไปจนถึงยอดดอยสุเทพ ในเอกสารของทางวัดกล่าวว่า ช้างมงคลมาหยุดพักยังที่แห่งนี้ก่อนที่จะขึ้นสู่ดอยสุเทพ

บางสำนวนก็เล่าว่า มาถึงจุดนี้คนที่ติดตามมา ลื่น หรือภาษาล้านนาเรียกว่า “ผะเลิด” จึงเรียกว่า ผาลาด ก็มี จากจุดนี้ขึ้นไป จะเป็นทางที่ชันมาก วัดผาลาดจึงเหมาะอย่างยิ่งทีจะเป็นจุดพัก และเป็นจุดพักครึ่งทางในการเดินขึ้นดอยสุเทพพอดี

ตำนานพื้นเมืองเชียงใหม่กล่าวว่าในปี พ.ศ.๑๙๘๑ ในสมัยพระญาสามฝั่งแกน ตอนรบศึกกับพระญาไสยลือไทยแห่งสุโขทัยนั้น พระญาไสยลือไทยได้มาตั้งทัพอยู่ที่เวียงเจ็ดลิน และได้เดินทางมาสระผมถึงดอยผาลาดหลวงแห่งนี้ด้วย ในปี พ.ศ.๒๔๖๙ วันที่ ๑ กุมภาพันธ์ คราที่พระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว พร้อมด้วยสมเด็จพระนางเจ้ารำไพพรรณี พระบรมราชินีได้เสด็จขึ้นดอยสุเทพ ในระหว่างเสด็จลงนั้น ทรงแวะประทับร้อนที่ผาลาด

ด้วยวัดผาลาดเป็นจุดแวะพัก ระหว่างทาง สิ่งสำคัญที่เห็นได้ชัดนอกจากสภาพพื้นที่อันกว้างขวางแล้ว ยังมีบ่อน้ำไว้สำหรับดื่มอีกด้วย การขุดบ่อน้ำริมน้ำห้วยนี้นับว่าเป็นการกรองน้ำจากลำห้วยอีกทอดหนึ่ง ด้วยไม่นิยมดื่มน้ำจากลำห้วยโดยตรง ในเอกสารของทางวัดกล่าวว่า บ่อน้ำนี้มีการสร้างทับซ้อนกันหลายยุคหลายสมัย นอกจากนี้ยังโบราณสถานที่น่าสนใจอีกประการหนึ่งนั่นคือพระพุทธรูปบริเวณหน้าผา อ่านต่อ

วัดสันทรายมูล

วัดสันทรายมูล เมื่อแรกตั้ง วัดสันทรายมูลมีชื่อว่า “วัดน่อย (น้อย)” แต่เนื่องจากที่ตั้งเดิมถูกน้ำท่วมทุกปีและอยู่ไกลหมู่บ้านไม่สะดวกในการไปทำบุญ ราวปี พ.ศ.๒๓๗๐

ชาวบ้านจึงย้ายวัดมาตั้งใหม่ในที่ตั้งปัจจุบันและให้ชื่อใหม่ว่า “วัดแสนเมืองมูล” เพราะมีนายแสนและนายเมืองมูลเป็นผู้สร้าง ต่อมาได้เปลี่ยนชื่อตามหมู่บ้านเป็น “วัดสันทรายมูล”

อย่างไรก็ตาม ในเอกสารสำรวจวัดของเมืองเชียงใหม่เมื่อประมาณ พ.ศ.๒๔๐๐ พบแต่ชื่อ “วัดสันทราย” โดยไม่มีคำว่า “มูล” จึงสันนิษฐานว่าคำท้ายชื่อนี้คงเรียกตามนามหลวงปู่พระครูมงคลคุณาทร (ศรีมูล สิริจนฺโท) อ่านต่อ

สวนส้มธนาธร

สวนส้มธนาธร เพาะปลูกครั้งแรกเมื่อ พ.ศ.2535 ตั้งอยู่ที่ ต.ท่าตอน อ.แม่อาย จ.เชียงใหม่ ในสถานที่ที่เป็นเนินเตี้ย ๆ แวดล้อมด้วยทิวทัศน์ที่สวยงาม เมื่อมองจากศาลาชมวิวจะสามารถมองเห็นสายน้ำกก ที่ลัดเลาะพื้นที่ราบลุ่ม ซึ่งเหมาะแก่การชมวิวและเก็บภาพประทับใจเป็นอย่างยิ่ง สวนท่าตอนที่เนื้อที่ทั้งหมดประมาณ 450 ไร่ เพราะปลูกส้ม 2 สายพันธ์ ได้แก่ส้มสายน้ำผึ้งและโอเชี่ยนฮันนี่ไร้เมล็ด อ่านต่อ

วัดถ้ำดอกคำ

วัดถ้ำดอกคำ นี้ปรากฏอยู่ในตำนานพระเจ้าเลียบโลก หรือตำนานพระบาท พระธาตุฉบับพิสดาร จารึกด้วยภาษาไทยยวน ภาษาบาลี มีข้อความที่พอจะนำมาเป็นข้อพิจารณาหาข้อมูลอยู่บ้าง ซึ่งมีข้อความว่า
“พระพุทธเจ้าของเราพร้อมด้วยพระยาอินทร์ พระยาอโศก พระอานนท์ พระสารีบุตร และพระโมคคัลลานะ ได้เดินเทสสันถี คือ การเสด็จไปเทศนาโปรดสัตว์ในนิยมราชธานีน้อยใหญ่ในที่ต่างๆ จนเข้ามาถึงเมืองหริภุญชัย เมืองลี้ เมืองท่าหัวเตียน เมืองอู่คำในวันหนึ่งพระพุทธเจ้าเสด็จไปด้วยพระองค์เพียงองค์เดียว เข้ามานั่งในถ้ำนี้ ขณะนั้นมียักษ์ ตนผัวเมีย อาศัยอยู่ในถ้ำหลวงเชียงดาวมาเป็นเวลานาน วันหนึ่งมันออกหาอาหารในบริเวณถ้ำดอกคำนี้ (ความจริงพระองค์รู้ไว้ก่อนแล้วว่ายักษ์จะมาทางนี้ และทรงคิดจะทรมานยักษ์ผู้ผู้หยาบช้าตนนี้ให้ตั้งมั่นดำรงอยู่ในศีล)  อ่านต่อ

สวนรุกขชาติห้วยแก้ว

สวนรุกขชาติห้วยแก้ว ตั้งอยู่ข้างสวนสัตว์เชียงใหม่ ที่นี้เป็นที่รวบรวมพันธุ์ไม้นานาชนิดไว้ให้นักท่องเที่ยว และชาวเมืองได้ศึกษาหาความรู้ ซึ่งสวนแห่งนี้คือสถานที่ที่ผสมผสานระหว่างความเป็นสวนรุกขชาติ และสวนสาธารณะไปด้วยในตัว

จากประวัติความเป็น สวนรุกขชาติห้วยแก้ว จัดตั้งขึ้นมาตั้งแต่ปี พ.ศ. 2456 สำหรับเป็นที่ทดลองปลูกไม้สีเสียดแก่น ต่อมาสมัยสงครามโลกครั้งที่ 2 กองทัพญี่ปุ่นได้เข้ามาตั้งฐานทัพในบริเวณนี้และได้ตัดเอาไม้สีเสียดแก่นไปใช้ ในภายหลังจากสงครามโลกครั้งที่ 2 กรมป่าไม้จึงได้ทำการปลูกต้นไม้ชนิดต่างๆขึ้นมาทดแทน และได้จัดตั้งเป็นสวนพฤกษศาสตร์ แต่ด้วยข้อจำกัดพื้นที่ที่มีขนาดเล็กเกินไป ภายหลังจึงปรับเปลี่ยนเป็นสวนรุกขชาติขึ้นแทนในปี พ.ศ. 2496 อ่านต่อ