ดาวโจนส์ปิดลบ 8.96 จุด เหตุวิตกความตึงเครียดสหรัฐ-จีน และ โควิด-19

ตลาดหุ้นนิวยอร์ก: ดาวโจนส์ปิดลบ 8.96 จุด เหตุวิตกความตึงเครียดสหรัฐ-จีน

ดัชนีดาวโจนส์ตลาดหุ้นนิวยอร์กปิดลบ 8.96 จุด เมื่อวันศุกร์ (22 พ.ค.) เนื่องจากนักลงทุนวิตกเกี่ยวกับความตึงเครียดระหว่างสหรัฐ-จีน และความไม่แน่นอนเกี่ยวกับอัตราการฟื้นตัวทางเศรษฐกิจที่ได้รับผลกระทบจากการแพร่ระบาดของไวรัสโควิด-19 นอกจากนี้ นักลงทุนบางส่วนชะลอการเข้าซื้อหุ้นก่อนวันหยุดยาวของตลาดในช่วงสุดสัปดาห์นี้ โดยตลาดหุ้นสหรัฐจะปิดทำการในวันจันทร์ที่ 25 พ.ค.เนื่องในวันเมมโมเรียล เดย์

ดัชนีเฉลี่ยอุตสาหกรรมดาวโจนส์ปิดที่ 24,465.16 จุด ลดลง 8.96 จุด หรือ -0.04% และดัชนี Nasdaq ปิดที่ 9,324.59 จุด เพิ่มขึ้น 39.71 จุด หรือ +0.43% ขณะที่ดัชนี S&P500 ปิดที่ 2,955.45 จุด เพิ่มขึ้น 6.94 จุด, +0.24%

แต่ในรอบสัปดาห์ที่ผ่านมา ตลาดหุ้นสหรัฐปิดปรับตัวขึ้นอย่างแข็งแกร่ง โดยดัชนีเฉลี่ยอุตสาหกรรมดาวโจนส์บวก 3.3%, ดัชนี S&P500 เพิ่มขึ้น 3.2% และดัชนี Nasdaq ปรับตัวขึ้น 3.4%

ดัชนีดาวโจนส์ปรับตัวลงในวันศุกร์ เนื่องจากนักลงทุนวิตกเกี่ยวกับความสัมพันธ์ที่ตึงเครียดมากขึ้นระหว่างสหรัฐและจีน หลังจากประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์แห่งสหรัฐเตือนเมื่อวันพฤหัสบดี (21 พ.ค.) ว่า สหรัฐจะตอบโต้อย่างแข็งกร้าวกับแผนการของจีนที่จะบังคับใช้กฎหมายความมั่นคงแห่งชาติในฮ่องกง และความตึงเครียดดังกล่าวอาจส่งผลกระทบต่อการปฏิบัติตามข้อตกลงการค้าเฟสแรกระหว่าง 2 ประเทศ

นายหวัง เฉิน รองประธานคณะกรรมาธิการประจำสภาประชาชนแห่งชาติจีน (NPC) ได้เสนอกฎหมายใหม่ในวันศุกร์ (22 พ.ค.) ที่ระบุให้ฮ่องกงต้องดำเนินการบังคับใช้กฎหมายความมั่นคงแห่งชาติโดยเร็วภายใต้รัฐธรรมนูญฉบับย่อซึ่งเป็นกฎหมายพื้นฐานของฮ่องกง อ่านเพิ่มเติม

ดาวโจนส์ปิดลบ 8.96 จุด ได้รับผลกระทบจากการแพร่ระบาดของไวรัสโควิด-19

ดัชนีดาวโจนส์ตลาดหุ้นนิวยอร์กปิดลบ 8.96 จุด เมื่อคืนนี้ (22 พ.ค.) เนื่องจากนักลงทุนวิตกเกี่ยวกับความตึงเครียดระหว่างสหรัฐ-จีน และความไม่แน่นอนเกี่ยวกับอัตราการฟื้นตัวทางเศรษฐกิจ

ที่ได้รับผลกระทบจากการแพร่ระบาดของไวรัสโควิด-19 นอกจากนี้ นักลงทุนบางส่วนชะลอการเข้าซื้อหุ้นก่อนวันหยุดยาวของตลาดในช่วงสุดสัปดาห์นี้ โดยตลาดหุ้นสหรัฐจะปิดทำการในวันจันทร์ที่ 25 พ.ค.เนื่องในวันเมมโมเรียล เดย์

ดัชนีเฉลี่ยอุตสาหกรรมดาวโจนส์ปิดที่ 24,465.16 จุด ลดลง 8.96 จุด หรือ -0.04% และดัชนี Nasdaq ปิดที่ 9,324.59 จุด เพิ่มขึ้น 39.71 จุด หรือ +0.43% ขณะที่ดัชนี S&P500 ปิดที่ 2,955.45 จุด เพิ่มขึ้น 6.94 จุด, +0.24%

แต่ในรอบสัปดาห์นี้ ตลาดหุ้นสหรัฐปิดปรับตัวขึ้นอย่างแข็งแกร่ง โดยดัชนีเฉลี่ยอุตสาหกรรมดาวโจนส์บวก 3.3%, ดัชนี S&P500 เพิ่มขึ้น 3.2% และดัชนี Nasdaq ปรับตัวขึ้น 3.4%

ดัชนีดาวโจนส์ปรับตัวลงในวันศุกร์ เนื่องจากนักลงทุนวิตกเกี่ยวกับความสัมพันธ์ที่ตึงเครียดมากขึ้นระหว่างสหรัฐและจีน หลังจากประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์แห่งสหรัฐเตือนเมื่อวันพฤหัสบดี (21 พ.ค.) ว่า สหรัฐจะตอบโต้อย่างแข็งกร้าวกับแผนการของจีนที่จะบังคับใช้กฎหมายความมั่นคงแห่งชาติในฮ่องกง และความตึงเครียดดังกล่าวอาจส่งผลกระทบต่อการปฏิบัติตามข้อตกลงการค้าเฟสแรกระหว่าง 2 ประเทศ อ่านเพิ่มเติม

ดาวโจนส์ตลาดหุ้นนิวยอร์ก ปิดลบ 101.78 จุด จีน-สหรัฐอาจทำสงครามการค้า

ดัชนีดาวโจนส์ตลาดหุ้นนิวยอร์ก ปิดลบ เมื่อคืนนี้ (21 พ.ค.) เนื่องจากนักลงทุนวิตกกังวลว่าความตึงเครียดระหว่างสหรัฐและจีนอาจจะนำไปสู่การทำสงครามการค้ารอบใหม่ หลังจากวุฒิสภาสหรัฐผ่านร่างกฎหมายซึ่งอาจทำให้บริษัทสัญชาติจีนที่จดทะเบียนซื้อขายในตลาดหุ้นสหรัฐถูกถอดออกจากตลาด นอกจากนี้ บรรยากาศการซื้อขายยังได้รับแรงกดดันจากข้อมูลเศษฐกิจที่ซบเซาของสหรัฐ ซึ่งรวมถึงตัวเลขผู้ยื่นขอสวัสดิการว่างงานที่สูงกว่า 2.4 ล้านรายในสัปดาห์ที่ผ่านมา

ดัชนีเฉลี่ยอุตสาหกรรมดาวโจนส์ ปิดลบ ที่ 24,474.12 จุด ลดลง 101.78 จุด หรือ -0.41% ขณะที่ดัชนี Nasdaq ปิดที่ 9,284.88 จุด ลดลง 90.90 จุด หรือ -0.97% ส่วนดัชนี S&P500 ปิดที่ 2,948.51 จุด ลดลง 23.10 จุด หรือ -0.78%

นักลงทุนวิตกกังวลเกี่ยวกับสถานการณ์ความตึงเครียดระหว่างสหรัฐและจีน หลังจากวุฒิสภาสหรัฐมีมติเป็นเอกฉันท์ให้ผ่านร่างกฎหมาย “Holding Foreign Companies Accountable Act” ซึ่งอาจทำให้บริษัทสัญชาติจีนที่จดทะเบียนซื้อขายในตลาดหุ้นสหรัฐถูกถอดออกจากตลาด นอกจากนี้ ร่างกฎหมายดังกล่าวยังอาจทำให้บริษัทจีนจำนวนมากไม่สามารถเข้าจดทะเบียนในตลาดหุ้นสหรัฐ หรือระดมเงินทุนจากนักลงทุนชาวอเมริกันได้ในอนาคต

ร่างกฎหมายฉบับนี้กำหนดว่า บริษัทสัญชาติจีนที่เข้าจดทะเบียนซื้อขายในตลาดหุ้นสหรัฐนั้น จะต้องไม่ถูกควบคุมหรือเป็นเจ้าของโดยรัฐบาลต่างชาติ นอกจากนี้ บริษัทสัญชาติจีนจะต้องยื่นรายงานด้านการเงินเพื่อให้คณะกรรมการกำกับดูแลด้านการบัญชีของบริษัทจดทะเบียน ทำการตรวจสอบบัญชีด้วย

ข่าวดังกล่าวได้ฉุดราคาหุ้นของบริษัทจีนที่จดทะเบียนในตลาดหุ้นสหรัฐ ซึ่งรวมถึงหุ้นอาลีบาบา กรุ๊ป โฮลดิ้ง และหุ้น JD.com ปิดตลาดร่วงลงเมื่อคืนนี้ เนื่องจากบริษัทเหล่านี้มีความเสี่ยงที่จะถูกถอดออกจากตลาดหุ้นสหรัฐ หากร่างกฎหมายดังกล่าวผ่านความเห็นชอบจากสภาผู้แทนราษฎรสหรัฐ โดยหุ้นอาลีบาบา ร่วงลง 2.14% หุ้น JD.com ดิ่งลง 3.2% หุ้นยัม ไชน่า โฮลดิ้ง ร่วงลง 4% หุ้นแซดทีโอ เอ็กซ์เพรส ทรุดตัวลง 5.5%

นอกจากนี้ การที่สหรัฐใช้วาทะกรรมทางการเมืองโจมตีจีนนั้น ยิ่งเพิ่มความวิตกกังวลเกี่ยวกับความสัมพันธ์ของทั้งสองประเทศ โดยล่าสุด ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ขู่ว่า สหรัฐจะตอบโต้จีนอย่างรุนแรงหากจีนออกกฎหมายความมั่นคงในฮ่องกงเพื่อจัดการกับกลุ่มผู้ชุมนุมประท้วง ขณะที่นายไมค์ ปอมเปโอ รัฐมนตรีต่างประเทศสหรัฐได้ออกมาโจมตีจีนว่า เม็ดเงินมูลค่า 2 พันล้านดอลลาร์ที่จีนอัดฉีดให้กับองค์การอนามัยโลก (WHO) เพื่อสนับสนุนการต่อสู้กับโควิด-19 นั้น เทียบกันไม่ได้กับหลายแสนชีวิตที่ต้องสูญเสียไปเนื่องจากการแพร่ระบาดของไวรัสดังกล่าว อ่านเพิ่มเติม

จับตา หุ้นเด่นวันนี้ ลือสะพัด GULF ชี้ราคาน้ำมัน ชูกลยุทธ์สู้โควิด-19

ข่าว หุ้นเด่นวันนี้ รวมข่าวหุ้นล่าสุด

หุ้นเด่นวันนี้

หุ้นเด่นวันนี้

*THAI

-นสพ.รายงาน เจ้าหนี้แบงก์ไทย-เทศ มูลหนี้ 1.4 แสนล้านบาท ตั้งที่ปรึกษากฎหมายยื่นขอชำระหนี้ “การบินไทย” หลังยื่นขอฟื้นฟูกิจการ ด้าน “บอร์ดวายุภักษ์” ถกวันนี้ ซื้อหุ้น คาดใช้ราคาเฉลี่ย 7 วันย้อนหลัง มีส่วนลด 15-20% วงเงิน 600-700 ล้านบาท ขณะ “หุ้นบินไทย” ร้อนแรงไม่เลิก 2 เดือน ชน 8 ซิลลิ่ง

-นสพ.รายงาน เจ้าหนี้หุ้นกู้ “การบินไทย” มั่นใจได้เงินคืน เชื่อมั่นกระบวนการฟื้นฟูกิจการ ช่วยให้บริษัทแข็งแกร่งขึ้น และมีกำไรได้ ด้าน “แอลเอชฟันด์” เผยมีมุมมองบวก ขอเพียงมีกระบวนการฟื้นฟูที่ดี

*SAWAD, MTC,BAY,CHAYO

-นสพ.รายงาน “นอนแบงก์” เบรกปล่อยสินเชื่อนาโนไฟแนนซ์ หวั่น “โควิด” ดันหนี้เสียพุ่ง “กรุงศรีคอนซูมเมอร์” เลื่อนกลับมาให้บริการ เหตุไม่ใช่จังหวะเหมาะสม ขณะ “เอ็นพีแอล” ของเก่ายังค้าง 11% ด้าน “ไชโย” สั่งลดวงเงิน พร้อมคุมเข้มปล่อยกู้ ชี้สถานการณ์ยังไม่เอื้อ หวั่นเอ็นพีแอลไหลกลับในกลุ่มลูกค้าที่ปรับโครงสร้างหนี้

*ILM

-นสพ.รายงาน เคลื่อนธุรกิจรับนิวนอร์มอล ปรับโปรดักท์มิกซ์ บุกออนไลน์ ขยายฐานลูกค้าหลังยอดไตรมาสแรกพุ่ง 150% พร้อมยกเครื่องสาขาราชพฤกษ์ “แฟลกชิพสโตร์” ชูคอนเซปต์ โมเดิร์น ลักชัวรี ไลฟ์สไตล์ เจาะกลุ่มไฮเอนด์ โซนกรุงเทพฯ ตะวันตก อ่านเพิ่มเติม

ตลาดหุ้นยุโรป ปิดลบ ขานรับความหวังเกี่ยวกับการพัฒนาวัคซีนต้านไวรัสโควิด-19

ตลาดหุ้นยุโรป ปิดปรับตัวลงเมื่อคืนนี้ (19 พ.ค.) เนื่องจากนักลงทุนขายหุ้นออกมาเพื่อทำกำไร หลังจากเมื่อวันจันทร์ตลาดทะยานขึ้นมากที่สุดนับตั้งแต่วันที่ 24 มี.ค.ที่ผ่านมา ขานรับความหวังเกี่ยวกับการพัฒนาวัคซีนต้านไวรัสโควิด-19

ดัชนี Stoxx Europe 600 ลดลง 0.61% ปิดที่ 339.49 จุด

ดัชนี CAC-40 ตลาดหุ้นฝรั่งเศสปิดที่ 4,458.16 จุด ลดลง 40.18 จุด หรือ -0.89% และดัชนี FTSE 100 ตลาดหุ้นลอนดอนปิดที่ 6,002.23 จุด ลดลง 46.36 จุด หรือ -0.77% ขณะที่ดัชนี DAX ตลาดหุ้นเยอรมนีปิดที่ 11,075.29 จุด เพิ่มขึ้น 16.42 จุด หรือ +0.15%

ตลาดหุ้นยุโรปปรับตัวลงจากแรงขายทำกำไร หลังได้แรงหนุนในช่วงแรกจากข่าวที่ว่า ฝรั่งเศสและเยอรมนีเรียกร้องเมื่อวันจันทร์ให้มีการจัดตั้งกองทุนฟื้นฟูเศรษฐกิจว งเงิน 5 แสนล้านยูโร (5.47 แสนล้านดอลลาร์) เพื่อให้ความช่วยเหลือแก่ประเทศในสหภาพยุโรป (EU) และภาคธุรกิจต่างๆ ที่ได้รับผลกระทบจากการแพร่ระบาดของโรคโควิด-19 อ่านเพิ่มเติม

“หยวนต้า” ตอกย้ำความมั่นใจนักลงทุนไทยสร้าง Online Market Share

“หยวนต้า” ตอกย้ำความมั่นใจนักลงทุนไทยสร้างปรากฎการณ์ Online Market Share สูงสุด 4 เดือนแรกของปี 2563 สวนกระแสสถานการณ์โควิด-19

“หยวนต้า” ตอกย้ำความมั่นใจให้แก่นักลงทุนไทยสร้างปรากฎการณ์ผู้นำ Online Market Share อันดับหนึ่งสูงถึง 8.32% ใน 4 เดือนแรก (ม.ค. – เม.ย.) ของปี 2563 สวนกระแสสถานการณ์โควิด- 19 ในประเทศไทย เชื่อว่านักลงทุนมีความพร้อมและมั่นใจในการลงทุน
บริษัทหลักทรัพย์ หยวนต้า (ประเทศไทย) จำกัด หรือหยวนต้า ได้มีแนวทางและการวางแผนเพื่อรับมือในการบริการลูกค้าในช่วงสถานการณ์การระบาดของเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 (COVID-19) มาตั้งแต่ระยะแรกเริ่ม โดยได้มีการพัฒนาระบบสำหรับการทำงานของพนักงานจากที่บ้าน (Work From Home) เพื่อรองรับการให้บริการแก่ลูกค้าอย่างเต็มประสิทธิภาพ รวมทั้งบทวิเคราะห์ที่สื่อสารถึงลูกค้าอย่างฉับไวผ่านช่องทางต่าง ๆ ของบริษัทฯ โดยเฉพาะอย่างยิ่ง รายการผ่านช่องทาง Facebook LIVE ที่มียอดติดตามจากนักลงทุนเพิ่มขึ้นเรื่อย ๆ ทั้งหมดนี้ส่งผลให้หยวนต้ามี Online Market Share สูงเป็นอันดับ 1 ที่ 8.32 % ในช่วง 4 เดือนแรก (ม.ค. – เม.ย.) ของปี 2563 (ตามข้อมูลของตลาดหลักทรัพพย์ล่าสุดในเดือน เม.ย. 63) อ่านเพิ่มเติม

แนวโน้มดัชนี เช้านี้ แกว่งไซด์เวย์กรอบจำกัด เกาะติดโควิดหลังคลายล็อกดาวน์

แนวโน้มดัชนี เช้านี้ แกว่งไซด์เวย์กรอบจำกัด หวั่น Valuation ตึงตัว-เกาะติดโควิดหลังคลายล็อกดาวน์-รอดู GDP ไทยวันนี้

นายอภิชาติ ผู้บรรเจิดกุล ผู้อำนวยการสายงานวิเคราะห์เชิงกลยุทธ์ บล.ทิสโก้ เปิดเผยว่า ตลาดหุ้นไทย เช้านี้ คาดว่าแกว่งไซด์เวย์ในกรอบจำกัด หลังจากพ้นช่วงการประกาศผลประกอบการของบริษัทจดทะเบียนแล้ว ทำให้อาจจะต้องถูกปรับลดประมาณการกำไรลง ซึ่งก็จะส่งผลให้ Valuation ตึงตัว อีกทั้งยังต้องติดตามสถานการณ์การแพร่ระบาดไวรัสโคิด-19 หลังคลายล็อกดาวน์แล้วจะเป็นอย่างไร โดยขณะนี้ทางสหรัฐฯ และยุโรป จำนวนผู้ติดเชื้อชะลอการเพิ่มขึ้น แต่ทางบราซิล, อินเดีย, อิหร่าน และรัสเซีย จำนวนผู้ติดเชื้อเร่งตัวขึ้น อ่านเพิ่มเติม

ดอลลาร์ปรับตัวแคบ ขานรับยอดค้าปลีกซบเซาและความขัดแย้งทางการค้า

ดอลลาร์ ปรับตัวแคบในวันนี้ หลังจากดีดตัวขึ้นในช่วงแรกจากคำสั่งซื้อสินทรัพย์ปลอดภัย ขานรับยอดค้าปลีกที่ซบเซาของสหรัฐ และความขัดแย้งทางการค้าระหว่างสหรัฐและจีน

ณ เวลา 00.46 น.ตามเวลาไทย ดอลลาร์ขยับขึ้น 0.09% สู่ระดับ 107.34 เยน ขณะที่ยูโรปรับตัวขึ้น 0.13% สู่ระดับ 116.01 เยน และดีดตัวขึ้น 0.04% สู่ระดับ 1.0810 ดอลลาร์ ส่วนดัชนีดอลลาร์ ซึ่งเป็นดัชนีวัดความเคลื่อนไหวของดอลลาร์เมื่อเทียบกับสกุลเงินหลัก 6 สกุลในตะกร้าเงิน ลบ 0.03% สู่ระดับ 100.44

กระทรวงพาณิชย์สหรัฐเปิดเผยว่า ยอดค้าปลีกทรุดตัวลง 16.4% ในเดือนเม.ย. ซึ่งเป็นการดิ่งลงหนักที่สุดนับตั้งแต่ที่รัฐบาลเริ่มมีการเก็บรวบรวมข้อมูลดังกล่าวตั้งแต่ปี 2535 และย่ำแย่กว่าที่นักวิเคราะห์คาดการณ์ว่าจะร่วงลง 12.3% หลังจากลดลง 8.3% ในเดือนมี.ค.

ทั้งนี้ ยอดค้าปลีกได้รับผลกระทบจากการที่รัฐบาลใช้มาตรการล็อกดาวน์เพื่อควบคุมการระบาดของไวรัสโควิด-19 ส่งผลให้มีการปิดร้านค้า ขณะที่ประชาชนอยู่แต่ในบ้าน โดยลดการใช้จ่ายและลดการเดินทาง

นักลงทุนยังจับตาความขัดแย้งทางการค้าระหว่างสหรัฐและจีน หลังจากที่สหรัฐออกกฎเพื่อสกัดการส่งออกเซมิคอนดัคเตอร์ให้แก่บริษัทหัวเว่ย เทคโนโลยี ซึ่งเป็นบริษัทสื่อสารโทรคมนาคมรายใหญ่ของจีน อ่านเพิ่มเติม

ดอลลาร์สหรัฐ แข็งเทียบสกุลเงินหลัก เฟดยืนยันไม่ใช้นโยบายอัตราดอกเบี้ยติดลบ

ดอลลาร์สหรัฐ แข็งค่าเมื่อเทียบกับสกุลเงินหลักๆ ในการซื้อขายที่ตลาดปริวรรตเงินตรานิวยอร์กเมื่อคืนนี้ (14 พ.ค.) หลังจากที่นายเจอโรม พาวเวล ประธานธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) ยืนยันว่า เฟดจะไม่ใช้นโยบายอัตราดอกเบี้ยติดลบ

ดัชนีดอลลาร์ ซึ่งเป็นดัชนีวัดความเคลื่อนไหวของดอลลาร์สหรัฐเมื่อเทียบกับสกุลเงินหลัก 6 สกุลในตะกร้าเงิน เพิ่มขึ้น 0.23% สู่ระดับ 100.48 เมื่อคืนนี้

ดอลลาร์สหรัฐแข็งค่าเมื่อเทียบกับเงินเยน ที่ระดับ 107.23 เยน จากระดับ 106.99 เยน และแข็งค่าเมื่อเทียบกับฟรังก์สวิส ที่ระดับ 0.9744 ฟรังก์ จากระดับ 0.9723 ฟรังก์ แต่เมื่อเทียบกับดอลลาร์แคนาดา ดอลลาร์สหรัฐอ่อนค่าลงแตะที่ระดับ 1.4073 ดอลลาร์แคนาดา จากระดับ 1.4108 ดอลลาร์แคนาดา

ยูโรอ่อนค่าลงเมื่อเทียบกับดอลลาร์สหรัฐ ที่ระดับ 1.0782 ดอลลาร์ จากระดับ 1.0815 ดอลลาร์ ขณะที่เงินปอนด์อ่อนค่าลงสู่ระดับ 1.2193 ดอลลาร์ จากระดับ 1.2218 ดอลลาร์ และดอลลาร์ออสเตรเลียอ่อนค่าลงแตะที่ระดับ 0.6430 ดอลลาร์สหรัฐ จากระดับ 0.6440 ดอลลาร์สหรัฐ

ดอลลาร์สหรัฐแข็งค่าขึ้นหลังจากนายพาวเวล กล่าวยืนยันว่า แม้เฟดใช้เครื่องมือด้านนโยบายจนหมดในการรับมือกับวิกฤตการณ์ไวรัสโควิด-19 แต่เครื่องมือหนึ่งที่เฟดจะไม่เข้าไปแตะคือการใช้นโยบายอัตราดอกเบี้ยติดลบ

“ผมรู้ว่ามีผู้ที่ต้องการให้เฟดใช้นโยบายดังกล่าว แต่ขณะนี้สิ่งนี้ไม่ใช่เรื่องที่เราจะทำการพิจารณา โดยเราคิดว่าเรายังมีเครื่องมือที่ดีที่เราจะใช้ได้” นายพาวเวลกล่าวในการเสวนาผ่านระบบวิดีโอคอนเฟอเรนซ์ ซึ่งจัดขึ้นโดยสถาบันเศรษฐศาสตร์ระหว่างประเทศปีเตอร์สัน (PIIE) เมื่อวันพุธที่ผ่านมา อ่านเพิ่มเติม

“เจ้าสัวธนินท์ ” เปิดจดหมายตอบนายกรัฐมนตรีแนะออกพันธบัตร 3 ล้านล้าน

นายธนินท์ เจียรวนนท์  / “เจ้าสัวธนินท์ ” ประธานอาวุโส เครือเจริญโภคภัณฑ์ เปิดเผยว่า ได้ตอบจดหมายถึงนายกรัฐมนตรี พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ที่ได้ขอความร่วมมือจากนักธุรกิจชั้นนำให้ร่วมฝ่าวิกฤติโควิด-19

โดยมีข้อเสนอว่า แม้วันนี้เศรษฐกิจไทยยังอยู่ในความมืด แต่เรายังต้องคิดบวกว่ามีมืดต้องมีแสงสว่าง และเชื่อมั่นว่าเราใกล้จะสว่างแล้ว รัฐบาลจึงควรมองไปข้างหน้าจะรอให้โควิด-19 หมดไปก่อนแล้วค่อยเริ่มทำจะสายเกินไป โดยการทำธุรกิจและใช้ชีวิตยุคใหม่ต้องเปลี่ยนแปลงให้เร็ว และหากไม่เร่งปรับตัวให้ทัน ธุรกิจขนาดใหญ่จะล้มได้ เจ้าสัวธนินท์ “ได้ประมาณการมูลค่าความเสียหายทางเศรษฐกิจต่อวันจากมาตรการล็อกดาวน์ อยู่ที่วันละ 18,670 ล้านบาท หรือ 500,000 ล้านบาทต่อเดือน เราใช้มาตรการล็อกดาวน์ 2 เดือนความเสียหายอยู่ที่ 1 ล้านล้านบาท แต่ต้องยอมรับว่านายกรัฐมนตรีจัดการได้ดี เมื่อตัวเลขพุ่งสูงก็ต้องปิด และเห็นด้วยว่าการเปิดเมืองใหม่ควรเป็นอย่างค่อยเป็นค่อยไป แต่ต้องดำเนินการเพื่อลดความเสียหายของเศรษฐกิจที่เกิดขึ้น หยุดคนตกงาน หยุดการล้มละลายของเศรษฐกิจ เพราะตึกใหญ่ๆ ถ้าปล่อยให้ระเบิดทำลายใช้เวลาไม่กี่นาที แต่การจะสร้างใหม่ต้องใช้เวลาหลายปี”

จัด “ทัวร์หนีตาย” ดึงเศรษฐีทั่วโลกเข้าไทย

ทั้งนี้ การท่องเที่ยวเป็นเรื่องสำคัญ และควรเริ่มโปรโมตตั้งแต่ตอนนี้ โดยเมื่อเรามีระบบสาธารณสุขที่ดี มีบุคลากรการแพทย์ที่ดีเยี่ยมในการรับมือโควิด-19 เพราะจริงๆ ถ้าดูจากนักท่องเที่ยวจีนที่เข้ามาบ้านเรา ประเทศไทยน่าจะมีผู้ติดเชื้อมากที่สุด รัฐบาลจึงควรจะนำเสนอโฆษณาจุดแข็งของไทยไปตามสื่อทั่วโลก เพราะเวลานี้เศรษฐีในจีนอยู่บ้านมานานอยากท่องเที่ยว เศรษฐีในสหรัฐฯ ยุโรป ซึ่งเป็นพื้นที่ระบาดสูงมากอยากออกนอกประเทศ และไทยเป็นที่ที่เขาอยากมา รัฐบาลควรคลายกฎเกณฑ์เพื่อให้ดำเนินการได้ อย่างไรก็ตาม การให้เข้ามาต้องคำนึงถึงเรื่องสุขภาพ โดยให้บริษัททัวร์ติดต่อกับโรงแรม 5 ดาวในต่างประเทศ เช่น สหรัฐฯ จัดเป็น “ทัวร์หนีตาย” พาเศรษฐีเหล่านี้มาอยู่ที่โรงแรม มีแพทย์ไปตรวจการติดเชื้อว่าไม่ได้เป็นโควิด-19 หลังจากนั้นให้มาเที่ยวที่บ้านเราโดยกักตัว 14 วันในโรงแรม 5 ดาวบ้านเรา ซึ่งเปิดให้เขาเจอกันสังสรรค์กันได้ เพราะเราตรวจแล้วว่าไม่เป็นโรค และเมื่อครบ 14 วันให้พาไปเที่ยวในที่ที่รัฐจัดเตรียมให้ เชื่อว่าเศรษฐีเหล่านี้อยากมาบ้านเรา เพราะมีความสะดวกสบาย และเขาพร้อมจะอยู่ยาว ใช้เงินจำนวนมาก เพราะประเทศเราปลอดภัยมากกว่า มีการรักษาพยาบาลที่ดีกว่า

แนะรัฐกู้เงิน 3 ล้านล้านรักษาจ้างงาน

ทั้งนี้ จุดที่กังวลที่สุดได้ผ่านมาแล้ว คือ ช่วงที่จำนวนผู้ติดเชื้อสูงสุด รัฐบาลประกาศปิดเมือง และมีคนแห่ออกไปต่างจังหวัดจำนวนมาก ช่วงนั้นคิดว่าการแพร่ระบาดจะลุกลามทั่วประเทศ แต่ก็ผ่านมาได้ เวลานี้การทยอยเปิดเมืองเป็นหนทางที่เหมาะสมที่สุด และหากมีผู้ติดเชื้อเพิ่มขึ้น เชื่อว่าประเทศไทยจะมีแนวทางรักษา และควบคุมการแพร่ระบาดได้โดยไม่ต้องกลับไปปิดเมืองอีกครั้ง ที่สำคัญจะต้องรักษาแรงงานและภาคธุรกิจไว้ไม่ให้ล้มละลาย โดยเสนอให้รัฐบาลออกพันธบัตรอายุ 10 ปีกู้เงินเพิ่มอีก 3 ล้านล้านบาท เพื่อให้เอกชนกู้เป็นเงินทุนหมุนเวียนดอกเบี้ยต่ำ โดยให้กู้ยาว 10 ปีเพื่อให้มีเวลากู้ธุรกิจคืน และเงินอีกส่วนรัฐบาลช่วยจ่ายค่าแรงให้ 70% เป็นเวลา 3 เดือนเพื่อให้เอกชนรักษาการจ้างงานไว้ได้ นอกจากนั้น เพื่อเสริมสร้างศักยภาพ และดึงดูดเงินทุนจากต่างประเทศ เสนอให้เปิดให้คนเก่ง คนที่มีความสามารถ คนที่เชี่ยวชาญในธุรกิจต่างๆในต่างประเทศเข้ามาทำงานในประเทศไทย 5 ล้านคน ซึ่งจะทำให้เรามีทรัพยากรบุคคล มีเทคโนโลยีใหม่ๆ และยังจะเข้ามาสอนให้คนไทยเก่งขึ้นด้วย อย่าไปกลัวคนเก่ง หรือคิดว่าจะมาแย่งงานคนไทย เพราะเมื่อมีคนเก่งเข้ามาจะช่วยสร้างงาน สร้างการใช้จ่ายและจ่ายภาษีให้ประเทศเพิ่มขึ้น

“3 ประโยชน์ 4 ประสาน” พลิกวิกฤติ การเกษตร

ส่วนโครงการที่ซีพีเสนอให้กับรัฐบาลที่สามารถเริ่มทำได้ทันทีคือ โครงการเกษตรผสมผสาน 4.0 โดยมีโครงการหมู่บ้านเกษตรกรรมหนอง-หว้า จ.ฉะเชิงเทรา ภายใต้แนวพระราชดำริรัชกาลที่ 9 เป็นต้นแบบ ภายใต้แนวคิด “3 ประโยชน์ 4 ประสาน” เป็นความร่วมมือ 4 ฝ่ายรัฐบาล เอกชน สถาบันการเงิน และเกษตรกร ก่อให้เกิด ประโยชน์ 3 ประการ คือ ประเทศ ประชาชน และองค์กร โดยซีพีกำลังอยู่ระหว่างเลือกพื้นที่ 2-3 จังหวัดทำเป็นโมเดลต้นแบบ

ซึ่งภายใต้โครงการดังกล่าวเกษตรกรจะเป็นเจ้าของที่ดิน มีซีพีเป็นพี่เลี้ยงทั้งหมด ตั้งแต่เป็นตลาดรับซื้อ ค้ำประกันวงเงินกู้ของเกษตรกรกับธนาคาร และหากขาดทุนซีพีจะเป็นฝ่ายรับให้เอง ซึ่งจากความสำเร็จของโครงการหนองหว้าพบว่าเกษตรกรในโครงการ 50 ครัวเรือน ชำระคืนเงินกู้ได้หมดภายใน 10 ปี ได้เป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์ทั้งหมด มีที่ดิน 24 ไร่เป็นของตัวเอง จากไม่มีอาชีพสามารถเลี้ยงสุกรได้อย่างช่ำชอง และกลายเป็นเกษตรกรที่มีฐานะ อ่านเพิ่มเติม